ประวัติสโมสร

ทุกตำนาน ย่อมมีจุดเริ่มต้น..

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อตั้งจากคนทำงานในสถานีรถไฟ, ลิเวอร์พูล เริ่มตั้งไข่จากคนงานในอู่ต่อเรือ หรือแม้กระทั่งทีมที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอย่าง เรอัล มาดริด ยังเริ่มต้นจากเพลงแข้งของทหารก่อนจะมาผงาดครองปฐพีลูกหนัง ภายใต้การนำของนายพล ฟรังโก้!!!
และอีกมากมายของการเริ่มต้นนับหนึ่ง จวบจนการก้าวขึ้นเป็น “ตำนาน” ด้วยความล้มลุกคลุกคลาน ก่อนจะต่อยอดไปสู่ความเป็นมืออาชีพ และผงาดง้ำค้ำโลกลูกหนังได้สำเร็จ

สิงห์นายด่านเองก็เช่นกัน
สโมสรศุลกากรได้ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2497
 โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้พนักงานในองค์กรมีสุขภาพแข็งแรง และต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาวงการกีฬาไทย
สโมสรเคยส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันชิงถ้วยพระราชทาน “ถ้วยน้อย” ซึ่งจัดโดยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2511 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงได้ยุติ มิได้ส่งทีมฯ เข้าร่วมแข่งขันอีกเลย

จวบจนเมื่อ พ.ศ. 2536 ได้มีการจัดการแข่งขันฟุตบอลศุลกากรระหว่างประเทศขึ้น โดยมีฮ่องกงเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันครั้งแรก ประกอบด้วยประเทศสมาชิกรวม 4 ประเทศ คือ ฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน (กวางตุ้ง), ไทย และมาเก๊า โดยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ ทีมฟุตบอลสโมสรศุลกากร จึงได้ส่งทีมและเข้าร่วมแข่งขันตลอดมาตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงปีปัจจุบัน

ก้าวสู่วงการลูกหนังแบบเต็มตัว

เมื่อสโมสรเริ่มเข้าแข่งขันในรายการดังกล่าวบ่อยครั้ง ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลของเหล่าผู้บริหาร จึงเห็นควรว่า น่าจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของวงการฟุตบอลไทย และส่งทีมเข้าแข่งขันแบบเป็นเรื่องเป็นราวไปเลย

สโมสรจึงได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ในปีพุทธศักราช 2541 หลังจากนั้น ก็ได้ส่งทีมเข้าร่วมแข่งขันชิงถ้วยพระราชทานประเภท ง. ค. และ ข. ตามระบบคัดกรอง  นอกจากนั้นยังได้เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลกระทรวงและการแข่งขันทุกรายการที่มีโอกาส

ปีแรกก็ “ดับเบิล แชมป์” ซะแล้ว

เพียงแค่ขวบปีแรกที่สโมสรกรมศุลกากร ถูกบรรจุเข้าร่วมการแข่งขันในโปรแกรมของสมาคมฟุตบอลฯ (เรียกง่ายๆว่าก่อตั้งสโมสรแบบเป็นทางการ) สิงห์นายด่านก็ผงาดคว้าแชมป์ “ฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ง.” ได้ทันที ชนิดที่ทำเอาฮือฮากันทั่ววงการลูกหนัง

ยังไม่พอ!
ในปีเดียวกัน สโมสรยังไปกวาดถ้วยแชมป์ “ฟุตบอลศุลกากรระหว่างประเทศ ครั้งที่ 6” ซึ่งจัดขึ้นที่ ฮ่องกง ได้อีกด้วย โดยถือเป็นความสำเร็จระดับ “ดับเบิล แชมป์” ที่น้อยสโมสรนักจะเริ่มต้น “ตำนาน” ได้สวยหรูเช่นนี้ ทั้งที่พึ่งจะจดทะเบียนก่อตั้งสโมสรเป็นปีแรก

ก่อนจะกลับมาป้องกันแชมป์ “ฟุตบอลศุลกากรระหว่างประเทศ ครั้งที่ 7” ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศไทย ได้สำเร็จ

ไล่ล่าลีกสูงสุด

ในช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 2543 – 2545 สโมสรศุลกากร ได้มีพัฒนาการทางด้านกีฬาฟุตบอลดีขึ้นชนิดเป็นที่จับตามองของคนในวงการมากทีเดียว พวกเรามีจุดมุ่งหมายหลักคือการไต่ระดับไปสู่ลีกสูงสุด หรือ “ไทยพรีเมียร์ลีก” ให้ได้

แต่ในระหว่างนั้น สโมสรกรมศุลกากร ได้ไล่ล่าถ้วย “แชมป์” ที่ลงเล่นในรายการน้อยใหญ่ต่างๆมาประดับตู้โชว์สโมสร เพื่อใช้วัดพัฒนาการของทีมอยู่เรื่อยๆ
ถ้วยสีเงินยวงอันบ่งบอกถึงความเป็น “แชมเปี้ยน” ถูกยกมาตั้งที่สโมสรมากมาย ไล่ตั้งแต่…

ชนะเลิศฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ค. ปี พ.ศ. 2543
ชนะเลิศฟุตบอลศุลกากรระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2544 ที่ มาเก๊า
ชนะเลิศกีฬาฟุตบอลข้าราชการพลเรือน ปี พ.ศ. 2545
ชนะเลิศฟุตบอลข้าราชการพลเรือน ปี พ.ศ. 2545
ชนะเลิศฟุตบอลศุลกากรลุ่มแม่น้ำโขง ปี พ.ศ. 2545 ที่เชียงใหม่

ก่อนจะมาพลาด ได้แค่รองชนะเลิศฟุตบอลศุลกากรระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2545 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้สโมสรกรมศุลกากร ในเวลานั้นด้อยความยิ่งใหญ่ลงไปเลยซักกระผีก

3 ปี ฟาดไป 5 แชมป์!!!
เค้าลางของความยิ่งใหญ่ ใกล้เข้ามาทุกขณะจิตจริงๆ

เมื่อ “ราชสีห์คำราม” บนลีกสูงสุด

แล้วความพยายามที่สโมสรกรมศุลกากร ทุ่มเทลงไปทั้งหมดก็มาประสบผลสำเร็จจนได้
พวกเราได้รองชนะเลิศในการแข่งขันฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ข. (ดิวิชั่น 2 ปัจจุบัน) พร้อมกับสิทธิ์ได้เลื่อนชั้นสู่ลีกรองของประเทศอย่าง “ดิวิชั่น 1” ทันที ในปี พ.ศ. 2547
แถมยังหนีบถ้วยชนะเลิศฟุตบอลภายในกระทรวงการคลัง (วายุภักษ์เกมส์) พ.ศ. 2547 ติดไม้ติดมือมาอีกต่างหาก

สโมสรกรมศุลกากร ใช้เวลาอยู่ในลีกดิวิชั่น 1 แค่ 3 ปีเท่านั้น ก่อนจะพาตัวเองไปยืนบนลีกสูงสุดของประเทศอย่าง “ไทยพรีเมียร์ลีก”ได้สำเร็จ พ่วงด้วยตำแหน่งแชมป์ดิวิชั่น 1 ของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2550 ติดมือขึ้นมาไทยลีกอีกต่างหาก

สูงสุดคืนสู่สามัญ

ถึงจะใช้ชีวิตในไทยลีกได้แค่ขวบปีเดียว แต่ประสบการณ์จากลีกสูงสุดก็ช่วยให้สโมสรกรมศุลกากรเรียนรู้อะไรหลายต่อหลายอย่าง สโมสรสามารถประคองตัวได้อยู่ในระดับกลางตาราง มีลุ้นเลื่อนชั้นบ้าง แต่สุดท้ายก็ทนแรงเสียดทานไม่ไหว

ก่อนที่ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น เมื่อสโมสรได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สโมสรฟุตบอลสุวรรณภูมิ ศุลกากร เอฟซี” พร้อมกับย้ายสนามเหย้าจาก “สนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต” มาเป็น “สนามกีฬาสุวรรณภูมิ ศุลกากร” ตั้งอยู่ที่ซอยลาดกระบัง 54 ติดกับทางเข้าวัดหัวคู้ ซึ่่งเป็นที่ดินของกรมศุลกากรเอง

ซึ่งที่นี่เอง ที่ทำให้สโมสรกรมศุลกากร เริ่มมองเห็นถึงแนวทางการเป็นทีมฟุตบอลอาชีพแบบเต็มตัว เนื่องจากการที่มีแฟนบอลในละแวกใกล้เคียงแห่แหนกันเข้ามาดู เข้ามาเชียร์กันมากขึ้นในทุกๆนัด
จนสามารถสร้างฐานกองเชียร์ของทีมได้ในระดับที่น่าพอใจ พร้อมกับสโลแกนดีๆ ของเหล่ากองเชียร์ที่รวมตัวกันตั้งขึ้นมาว่า “Land of Friendship” หรือ “ดินแดนแห่งมิตรภาพ”

นัยว่า ถึงจะห้ำหั่นกันดุเดือดแค่ไหนในสนาม แต่เมื่อหมดเวลาการแข่งขัน เราทุกคนคือ “มิตร”
ซึ่่งนั่น ก็สามารถบ่งบอกความเป็นตัวของสิงห์นายด่านได้เป็นอย่างดีทีเดียว

ด้วยแรงบันดาลใจ..แห่งพลังศรัทธา

หลังจากที่สโมสรจบฤดูกาลในอันดับ 7 พลาดลุ้นแม้กระทั่งพื้นที่เพลย์ออฟเลื่อนชั้น (ที่สมาคมฯเพิ่งจะมาเพิ่มทีมในภายหลัง ทำให้เราหมดสิทธิ์เพลย์ออฟแบบน่าเสียดาย) ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ก็เกิดขึ้นกับสโมสรกรมศุลกากรอีกครั้ง

ความผิดหวังจากการหมดลุ้นเลื่อนชั้นนับว่าหนักแล้ว แต่การที่สโมสรฯ ต้องถูกทีมอื่นๆทั้งในไทยพรีเมียร์ลีก และระดับดิวิชั่นหนึ่ง รุมกันใช้เงินเพื่อซื้อความสำเร็จ อันก่อให้เกิดการ “ทำลายเพดานเงินเดือน” ของนักกีฬาแบบพังทลายทั้งโครงสร้าง
ส่งผลให้สโมสรฯ จำเป็นต้องปล่อยนักกีฬาฝีเท้าดีหลายต่อหลายคนออกไป ชนิดไม่ได้เงินค่าตัวแม้แต่สตางค์เดียว (เพราะปัจจุบันสโมสรฯในเมืองไทย มักจะเซ็นสัญญากับนักเตะกันแบบปีต่อปี)

ความท้อแท้ จนแทบจะสิ้นหวังกับวงการฟุตบอลไทยในยุค “ทุนนิยม” เกือบทำให้ผู้บริหารฯ ของกรมศุลกากร ต้องยอมยุบทีมแล้วทิ้งตำนานต่างๆของสโมสรไว้เป็นเพียงเรื่องเล่าเสียแล้ว หากไม่พบกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่ชื่อว่า “Fortressians” และ “สมุทรปราการเอฟซี” ในวันนั้น…

สมุทรปราการเอฟซี สโมสรฟุตบอลเล็กๆแต่หัวใจใหญ่กว่ากำปั้นทีมนี้ เร่ร่อนรอนแรมหาสนามเหย้าเพื่อใช้แข่งขันในรายการ “ฟุตบอลลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2” มาแล้วเกือบ 10 สนาม (เหตุผลเพราะหญ้ายาว!) ก่อนจะมาพบกับจุดลงตัวที่สนามเหย้าของพวกเรา สนามที่พวกเขาเองหล่นความในใจมาว่า
“เป็นบ้านเช่า ที่อบอุ่นจนอยากอยู่ไปเรื่อยๆเลย”

ภาพของกองเชียร์ที่เรียกตัวเองว่า “Fortressians” กลุ่มใหญ่ผู้เต็มไปด้วย “พลังศรัทธา” ที่มีต่อสโมสร ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะแรง ถูกเอาเปรียบจากการตัดสินของผู้ตัดสินมากมายเท่าไหร่ กลุ่มก้อนกองเชียร์กลุ่มนี้ ก็ยังยืนหยัดเคียงข้างต่อสโมสรที่พวกเขารักและ “ศรัทธา” อยู่เสมอมา

ทำให้ผู้บริหารฯ ของกรมศุลกากรประทับใจและตระหนักถึง “พลังแห่งศรัทธา” จากกองเชียร์ของทีม ที่ตามให้กำลังใจมาตลอดเช่นกัน จึงตัดสินใจลุกขึ้นเดินหน้าสู้กับอำนาจทุนนิยมในโลกลูกหนังอีกซักครั้ง

ก้าวต่อไปแบบมืออาชีพเต็มรูปแบบ

ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารระหว่างสโมสรสุวรรณภูมิ ศุลกากร เอฟซี กับ สมุทรปราการเอฟซี มีจุดมุ่งหมายที่ตรงกัน นั่นคือจะต้องยืนหยัดบนวิถีฟุตบอลด้วยการบริหารจัดการที่ถูกต้อง ปฎิเสธการจ้างนักกีฬาในราคาแพงเกินจริง และเน้นการพัฒนาเยาวชน เพื่อเป็นกำลังหลักของทีมในอนาคต 

สโมสรกรมศุลกากร จึงได้จับมือกับทางด้านจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อช่วยกันพัฒนาให้สโมสรกรมศุลเดินหน้าสู่ “ทีมฟุตบอลอาชีพแบบเต็มตัว” โดยอยู่ในระบบการบริหารจัดการรูปแบบบริษัท พร้อมกับเปลี่ยนชื่อรวมไปถึงโลโก้ใหม่เป็น “สมุทรปราการ ศุลกากร ยูไนเต็ด” โดยมีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Samutprakan Customs United”

ทั้งสองทีมจับมือเป็นพันธมิตรกันแบบแน่นแฟ้นก็จริง แต่การดำเนินงานบริหารทั้งหมดยังคงเป็นทีมงานเดิมของกรมศุลกากร ไม่ว่าจะเป็น“ผอ. ยุทธนา หยิมการุณ” หรือแม้แต่ “เสี่ยบัติ” สมบัติ วรสิทธิ์ ผู้จัดการทั่วไป ก็ยังคงอยู่กันพร้อมหน้า เพื่อความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของสโมสร

โดยสโมสรมีปรัชญาในการทำทีมฟุตบอล ที่เน้นการปั้นนักเตะเยาวชนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ และให้โอกาสกับนักกีฬาดาวรุ่งได้เป็นตัวหลักของสโมสร เพื่อวางรากฐานทางฟุตบอลที่ถูกต้อง
ทั้งความเป็นมืออาชีพ และการปรับโครงสร้างเพื่อให้เป็น “สโมสรฟุตบอลอาชีพที่ต้องยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง” อย่างแท้จริง

การกลับมาของพลังศรัทธาใหม่

นอกจากจะเปลี่ยนชื่อสโมสรอย่างเป็นทางการใหม่แล้ว สมญาและปรัชญาใหม่ๆเพื่อความเป็นตัวสโมสรอาชีพ แต่แฝงไว้ด้วยความเข้มขลัง ก็ถูกบรรจุขึ้นมาใหม่ด้วย

เก็บฉายา “สิงห์นายด่าน” เข้าไปในประวัติศาสตร์ของทีม แล้วเปิดใจรับกับความเปลี่ยนแปลงที่จะนำไปสู่ความเป็นมืออาชีพแบบยั่งยืน กับสมญานามใหม่ที่เปี่ยมล้นไปด้วยความหมาย อีกทั้งยังพร้อมจะสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรอีกด้วย

สมญานามใหม่ของสโมสรฯ คือ “Forza” ที่แปลว่า “Go!” อันแฝงความหมายเป็นนัยอีกมากมายเช่น Go Inter (สโมสรมีแนวทางที่จะพัฒนาทีมไปให้ไกลในระดับนานาชาติ), Goal (อันหมายถึง การทำประตู), Go! Go! (เสียงกระตุ้นปลุกเร้า)

นอกจากนี้ในวงการฟุตบอลอิตาลี ยังนิยมใช้คำนี้เพื่อเรียกทีมตัวเอง อาทิเช่น “Forza Italia” อันแปลได้ความว่า “อิตาลี สู้สู้!”
ดังนั้น ทางผู้บริหารฯ จึงตัดสินใจใช้คำว่า “Forza” เพื่อเป็นฉายา เป็นชื่อเล่นของสโมสร (Nickname) และเป็นเสียงตะโกนคอยปลุกเร้านักเตะ ยามลงทำศึกบนสังเวียนหญ้าอีกด้วย

FORZA : เป็นมากกว่าสโมสร

———————————

เกียรติยศที่ผ่านมาของ “สิงห์นายด่าน”

รองชนะเลิศฟุตบอลศุลกากรระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2538 ที่ประเทศไทย
รองชนะเลิศฟุตบอลศุลกากรระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2540 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน
ชนะเลิศฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ง. ปี พ.ศ. 2541
ชนะเลิศฟุตบอลศุลกากรระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2541 ที่ ฮ่องกง
ชนะเลิศฟุตบอลศุลกากรระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2542 ที่ประเทศไทย
ชนะเลิศฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ค. ปี พ.ศ. 2543
ชนะเลิศฟุตบอลศุลกากรระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2544 ที่ มาเก๊า
ชนะเลิศกีฬาฟุตบอลข้าราชการพลเรือน ปี พ.ศ. 2545
ชนะเลิศฟุตบอลข้าราชการพลเรือน ปี พ.ศ. 2545
ชนะเลิศฟุตบอลศุลกากรลุ่มแม่น้ำโขง ปี พ.ศ. 2545 ที่เชียงใหม่ 

รองชนะเลิศฟุตบอลศุลกากรระหว่างประเทศ ปี พ.ศ. 2545 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน
ชนะเลิศฟุตบอลภายในกระทรวงการคลัง (วายุภักษ์เกมส์) พ.ศ. 2547 
รองชนะเลิศฟุตบอลถ้วยพระราชทาน ข. ปี พ.ศ. 2547
เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ระดับดิวิชั่น 1
ชนะเลิศฟุตบอลระดับ ดิวิชั่น 1 ของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ปี พ.ศ. 2550 
เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลรายการไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก ปี พ.ศ. 2551
เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลรายการไทยลีกดิวิชั่น 1 ปี พ.ศ. 2552 ได้อันดับที่ 9 จากทั้งหมด 18 ทีม
เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลรายการไทยลีกดิวิชั่น 1 ปี พ.ศ. 2553 ได้อันดับที่ 7 จากทั้งหมด 16 ทีม

เกียรติยศของ “FORZA” ตำนานบทใหม่ของสโมสรกรมศุลกากร เรากำลังเริ่มเขียนมันไปพร้อมๆกัน…